ประวัติตำบลบัวชุม

สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐาน
  1. ด้านกายภาพ
๑.๑ ที่ตั้งของหมู่บ้านหรือชุมชนหรือตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลบัวชุม  ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑บ้านบัวชุม ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี  เดิมเป็นสภาตำบล  ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา  โดยมีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ ๕๒ หมู่ที่ ๑  ตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี  ระยะห่างจากที่ทำการอำเภอชัยบาดาล   ประมาณ ๑๒  กิโลเมตร
ประวัติบ้านบัวชุม หลักฐานจากการขุดพบโครงกระดูกและเครื่องประดับของมนุษย์ในสมัยโบราณ ซึ่งนักแสวงโชคได้ทำการขุดพบในพื้นที่ หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒  ของบ้านบัวชุม เมื่อประมาณ ปี ๒๕๔๒ (บริเวณเรียบแม่น้ำป่าสัก ซึ่งสันนิฐานว่าน่าจะเป็นป่าช้าเก่า ปัจจุบันเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ของประชาชน) พบศพถูกฝังเรียงรายเป็นจำนวนมาก แต่ละศพจะหันหัวไปทางทิศตะวันออก ที่ปลายเท้า บางศพจะมีเครื่องปั้นดินดินเผา มีลักษณะเป็นก้อนกลมแป้นคล้ายจักรที่เขาใช้ในการแข่งขันกีฬา  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒-๓นิ้ว เจาะรูในกลางสำหรับร้อย บางศพจะพบหม้อดินมีลักษณะคล้ำยกระโถน บางลูกผิวภายนอกจะเรียบ บางลูกจะมีลายเส้นมองเห็นได้ชัดเจน บางศพมีจะมีลูกกำปัดทำด้วยหินสีต่างๆ ทำเป็นหลอดเล็กๆ เล็กกว่าหลอดกาแฟเล็กน้อย เจาะรู ร้อยเป็นสาย นอกจากนี้ยังพบกำไลหยก กำไลสำริด เมื่อเทียบกับหนังสือโบราณคดี สันนิฐานได้ว่าอาจเป็น ยุคหม้อ หรือยุคกำปัด มีอายุ ประมาณ ๒,๕๐๐-๓,๕๐๐ ปี บ่งบอกว่าท้องถิ่นบ้านบัวชุมและใกล้เคียง มีผู้คนมาอยู่อาศัยทำมาหากินมาก่อนช้านานแล้ว   เป็นชนชาติใดไม่เป็นที่ปรากฏชัดเจน  แต่สันนิฐานว่าคงเป็นชุมชนที่ใหญ่มากเพราะจำนวนศพที่ขุดพบมีจำนวนมาก  บางหลุมพบมากถึง ๓ ศพและมีบริเวณพื้นที่กว้างหลายไร่ และอาจมีการอพยพโยกย้ายอยู่บ่อยครั้ง  เพราะไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดเป็นหลักฐาน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอพยพหนีภัยสงคราม โจรผู้ร้าย หรือโรคภัยไข้เจ็บที่แพร่ระบาด ท้องถิ่นแถบนี้คงถูกทอดทิ้งให้รกร้างว่างเปล่ามาเป็นเวลานาน  เพราะไม่มีหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์หลังจากยุคนั้นเลย
ต่อมาบ้านบัวชุมคงจะกลับมามีผู้คนอาศัยอยู่อีกครั้งหนึ่ง  ในสมัยทวารวดี เพราะปรากฏหลักฐานที่ขุดพบโครงกระดูก เครื่องใช้และเครื่องประดับที่ทำมาจากหิน และสำริด คาดว่าคงเป็นอาณาจักรที่ใหญ่มาก เพราะว่าบริเวณที่ขุดพบสิ่งต่างๆเหล่านี้กระจายออกไปหลายตำบล เช่นบ้านซับคะเคียน บ้านท่ามะกอก    บ้านบัวชุม และบ้านวังอ่าง ตำบลบัวชุม เป็นต้น  แต่ที่ตั้งเมืองอาจจะเป็นที่บ้านซับจำปา เพราะพบหลักฐานรูปแบบของผังเมืองและร่องรอยการสร้าง และวัตถุโบราณที่ขุดพบจะมีมากกว่า ก่อนที่ขอมจะเรืองอำนาจและเข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่ วัตถุโบราณได้แก่ พระพุทธรูปปรางค์นาคปรก ที่วัดสิงหาราม ตำบลบัวชุม พระพุทธรูปปรางค์สมาธิที่ตำบลชัยบาดาล ซึ่งเป็นศิลปะเขมร สมัยนครวัด ราว พ.ศ.๑๖๔๓ – ๑๗๑๘ หรือราว ๘๐๐-๙๐๐ ปี มาแล้ว  ปัจจุบันพระพุทธรูปทั้งสององค์นี้ ได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดลพบุรี และยังมีวัตถุโบราณที่วัดสิงหารามอีกหลายอย่างที่บ่งบอกให้ทราบว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้มีอารยะธรรม และประเพณี .อยู่กับวัดมาเป็นเวลาช้านาน แต่ก็มีหลายอย่างที่ถูกโจรกรรมไป จากหลักฐานที่พบนี้ทำให้สันนิฐานได้ว่าในภูมิภาคแถบนี้คงจะมีถิ่นที่อยู่ที่มีความสำคัญ และมีประวัติศาสตร์เกี่ยวเนื่องกันคือ เมืองบัวชุม เมืองศรีเทพและเมืองชัยบาดาล เพราะจากหลักฐานที่ขุดพบมักจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน และแต่ละแห่งก็ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเปรียบเหมือนเส้นเลือดสำคัญสำคัญที่ใช้เป็นเส้นทางในการเดินทางสมัยก่อน และถ้าเป็นฤดูน้ำหลากก็จะสำคัญมารถติดต่อกับพื้นที่อื่นที่ไกลออกไปได้สะดวกขึ้น พิจารณาจากที่ตั้งของชุมชน.จะเห็นได้ว่าเมืองบัวชุมเป็นศูนย์กลางระหว่างเมืองชัยบาดาล กับเมืองศรีเทพ และเมืองบัวชุมน่าจะเป็นที่ใหญ่ที่สุดช่วงเวลานั้น ด้วยเหตุผลคือบัวชุมเป็นที่บรรจบกันของแม่น้ำสองสำคัญ คือแม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลำสนธิ  เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหาร จากการที่เมืองบัวชุมเป็นศูนย์กลางดังกล่าวจึงทำให้มีความเจริญรุ่งเรือง มากขึ้น เมื่อบ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติสุข ปราศจากภัยสงคราม ประชาชนจึงหันมาบูรณะวัด ตามศรัทธาของตน และนิยมให้ลูกหลานได้บวชเรียน เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ฉะนั้นจึงมีผู้คนในละแวกนี้นำบุตรหลานมาบวชเรียนเมืองนี้เป็นจำนวนมาก จึงเป็นคำเรียกเมืองนี้ว่า “เมืองบวชชุม” ต่อมาจึงกลายเป็น เมืองบัวชุม  เมื่อขอมเรืองอำนาจแล้ว คาดว่าคงจะมีผู้คนมาอยู่อาศัย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพบในพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวไว้ว่า เมื่อปีกุน        พ.ศ. ๒๑๓๐ พระยาละแวกเจ้าเมืองเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาอ่อนกำลังลง ด้วยตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ยังไม่มีกำลังทหารมากมาย จึงยกทัพมาตีเมืองนครราชสีมา หวังจะตีหัวเมืองชั้นในทางตะวันออกไปเป็นเมืองขึ้นของตน  เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรเสด็จจากเมืองพิษณุโลกลงไปเฝ้าพระมหาธรรมราชา พระบิดาของพระองค์ที่พระนครศรีอยุธยา จึงโปรดให้พระศรีถมอรัตน์ กับพระยาชัยบุรี เจ้าเมืองไชยบาดาล(แต่เดิมคงหมายถึงเมืองบัวชุม) คุมพลไปดักซุ่มโจมตี พระยาละแวกในดงพญากลาง(ดงพญากลาง เข้าใจว่าน่าจะเป็น บ้านลำพญากลาง ขึ้นอยู่อำเภอลำสนธิ เหตุเพราะอยู่ในแนวเทือกเขาดงพญาเย็น)พระยาละแวกจึงถอยทัพกลับ
จากการศึกษาลักษณะภูมิประเทศ ตรงช่องตะพานหิน จะเป็นช่องว่างระหว่างเชิงเขาพังเหย กับเทือกเขาดงพญาเย็น ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน ระหว่างบ้านตะพานหิน  ลำพญากลาง อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี กับกิ่งอำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทั้งสองพื้นที่นี้จะมีความแตกต่างกันตรงระดับของพื้นดิน คือเมื่อข้ามไปทางนครราชสีมาจะเป็นพื้นที่ราบสูง ถ้ากลับลงมาจะเป็นพื้นที่ต่ำ จึงสันนิฐานว่า ชื่อไชยบาดาล น่าจะมาจากผู้คนที่เดินทางมาจากที่ราบสูงโคราช เพราะเมื่อเดินทางข้ามพ้นช่องตะพานหินลงมา ก็จะลงสู่ที่ต่ำด้านล่างอย่างเห็นได้ชัด  พวกเขาจึงเรียกพื้นที่แถบนี้ว่า บาดาล พื้นดินลึกลงมาเหมือนเมืองบาดาลในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ และการที่พวกเขาพยายามหาช่องทางในการข้ามช่องเขาจนพบนั้นจึงเหมือนการเจาะ หรือไช ให้เกิดเป็นช่อง (ภาษาอีสานใช้คำว่า ไช) ดังนั้น เมื่อพวกเขาจะข้ามเขตที่สูงแห้งกันดารในแถบที่ราบสูงลงมา เมื่อใดที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ราบด้านล่างก็มักจะพูดว่า ไปบาดาลจนติดปาก กลายมาเป็นคำเรียกว่า บ้านไชยบาดาล  ซึ่งหมายถึง บัวชุม แต่ไม่ใช้บ้านชัยบาดาล
ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือพระเจ้าตากสินมหาราช ได้กอบกู้เอกราชคืนมาได้จากพม่า ประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ทรงโปรดเกล้ำให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไปตีแคล้นศรีสัตนาคนหุต  โดยยกทัพข้ามเทือกเขาดงพญาเย็น สันนิฐานว่าคงจะใช้ช่องตะพานหิน เพราะช่องทางเดินทางสะดวกและไม่ต้องให้ทหารต้องไต่เขาสูงให้อ่อนล้ำก่อนไปทำศึกสงคราม และเมื่อได้รับชัยชนะแล้วก็กวาดต้อนชาวเมืองทางแถบอีสานตอนบนให้ติดตามลงมาเป็นจำนวนมาก อาจเป็นเพราะเมื่อตอนยกทัพกลับเห็นลักษณะภูมิประข้อที่เดินผ่าน มีความอุดมสมบูรณ์จึงให้ผู้ที่ถูกกวาดต้อนมาแยกย้ายกันตั้งถิ่นฐานทำมาหากินตามหัวเมืองต่างๆทางอีสานตอนใต้ และคงมีส่วนหนึ่งที่มาปักหลักอยู่ในหัวเมืองชัยบาดาลและติดตามต่อไปยังพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง เช่นลพบุรี สระบุรี เป็นต้น เพราะผู้คนที่อพยพมาจากแถบภาคอีสานจึงทำให้ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนในเขตนี้มีความคล้ายภาคอีสาน เช่น ชอบเพลงโคราช หมอลำและด้วยความที่เป็นคนเชื้อสายและประเพณีใกล้เคียงกัน  อีกประการหนึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ผู้ที่อพยพมาพร้อมกับทัพครั้งนั้น เมื่อมาอยู่ที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหาร จึงคิดถึงญาติพี่น้องของตนที่จากมาจึงเดินทางกลับไปติดตามหากัน หรือชักชวนกันมาหาแหล่งที่อยู่ใหม่ หลังจากนั้นคงจะมีการไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยๆซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้เส้นทางช่องตะพานหิน เมื่อมีผู้คนมาอาศัยอยู่มากขึ้นจึงเกิดเป็นชุมชนใหญ่ จึงได้รับการยกฐานะเป็นหัวเมืองไชยบาดาล
จากประวัติอำเภอชัยบาดาลระบุว่า เมืองไชยบาดาลมีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นโท ชื่อ ไชยบาดาล มีที่ตั้งอยู่ที่บัวชุม ขึ้นกับเมืองโคราช หรือนครราชสีมา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้คนที่มาอาศัยอยู่ในเมืองนี้มีเชื้อสายสืบทอดมาจากพื้นเพคนโคราชเป็นส่วนใหญ่ก็เป็นไปได้ ต่อมาเมืองไชยบาดาล ได้โอนไปขึ้นกับเมืองวิเชียรบุรี มณฑลเพชรบูรณ์ จนถึง ปี พ.ศ.๒๔๔๗ จึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอมีที่ทำการอยู่ที่บัวชุม  ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ สถานีอนามัยบัวชุม และโอนไปขึ้นกับมณฑลเพชรบูรณ์ ดังพระนิพนธ์ตอนหนึ่งของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และได้เสด็จไปเยี่ยมชมมณฑลเพชรบูรณ์ โดยเสด็จพระดำเนินมาทางเรือจากสระบุรีตามแม่น้ำป่าสักไปยังมณฑลเพชรบูรณ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ความตอนหนึ่งว่า “เมืองบัวชุมแลเมืองไชยบาดาล ๒ เมืองนี้ แต่ก่อนเป็นเมืองขึ้นกับเมืองวิเชียรเดี่ยวนี้แยกออกเป็นอำเภอ เรียกว่าอำเภอไชยบาดาล ขึ้นเมืองเพชรบูรณ์ ผู้คนมากกว่าอำเภอวิเชียร ด้วยทำไร่ทำนาดี แลมีไม้แดง ทั้งใบลานแลสีเสียด เป็นสินค้าหาผลประโยชน์ได้มาก เพราะขึ้นล่องมากับเมืองสระบุรีได้สะดวก ไม่อัตคัดเหมือนตอนบน ตั้งแต่เมืองไชยบาดาล ลงมาบ้านเรือนตามริมน้ำก็มีหนาตาขึ้นจนถึงแขวงเมืองสระบุรี”  จากข้อความดังกล่าวคงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า เมืองบัวชุมเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างเมืองต่างๆในแถบนี้ โดยอาศัยการติดต่อทางน้ำเป็นสำคัญ ขึ้นไปทางตะวันออกก็ใช้แม่น้ำลำสนธิ ได้แก่บ้านหนองยายโต๊ะ บ้านจงโก บ้านหนองรีและติดต่อทางบกไปทางโคราช ขึ้นไปทางเหนือโดยอาศัยแม่น้ำป่าสัก ได้แก่ เมืองศรีเทพ วิเชียร ส่วนทางใต้ก็ติดต่อกับเมืองไชยบาดาล การติดต่อไปถึงมณฑลเพชรบูรณ์นั้น มักจะทำได้ยาก เพราะเมื่อไปตามลำน้ำป่าสักซึ่งเป็นที่แคบ และคดเคี้ยวมีน้ำไหลเชี่ยว  ถ้าเป็นฤดูแล้งน้ำจะน้อยการเดินทางเรือจึงไม่สะดวก จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๖๑ จึงได้โอนจากมณฑลเพชรบูรณ์ไปขึ้นกับมณฑลสระบุรี เพราะจะสะดวกในการติดต่อมากกว่า และได้ย้ายที่ทำการอำเภอจากบัวชุมไปตั้งที่ตำบลชัยบาดาล ด้วยเหตุผลว่าใกล้เมืองสระบุรีมากกว่า แต่ตำบลบัวชุมก็ยังคงเป็นศูนย์กลางการค้าขายอยู่เหมือนเดิม ทำให้มีผู้อพยพเข้ามามากขึ้น ทั้งแสวงหาที่ทำกินบ้าง หาของป่าไปค้าขายบ้าง รับจ้าบ้าง ทำให้ตำบลบัวชุมเป็นตำบลใหญ่มาก ผู้คนจึงแยกกันออกไปตั้งเป็นหมู่บ้านต่างๆ เช่นบ้านหนองยายโต๊ะ บ้านเกาะรัง บ้านลำนารายณ์  เป็นต้น
ต่อมาทางราชการได้ตัดถนนจากจังหวัดลพบุรี ผ่านอำเภอโคกสำโรง ม่วงค่อม ชัยบาดาล             ลำนารายณ์ บัวชุม จงโก หนองรี อำเภอลำสนธิ ขึ้นไปในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ไปถึงนครราชสีมา และได้ตั้งชื่อถนนเส้นนี้ให้สอดคล้องกับชื่อบุคคลสำคัญ ทั้งสองจังหวัด คือท้าวสุระนารี กับ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นชื่อ “ ถนนสุรนารายณ์” ทำให้การเดินทางติดต่อกับจังหวัดลพบุรีทางรถยนต์ มีความสะดวกมากขึ้นกว่าการติดต่อกับจังหวัดสระบุรี โดยทางน้ำ จึงโอนอำเภอไชยบาดาลไปขึ้นกับจังหวัดลพบุรี  ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ต่อมาทางราชการได้สร้างถนนจากสระบุรี ผ่านอำเภอพัฒนานิคม ม่วงค่อม ลำนารายณ์ ออกไปทิศเหนือ ไปศรีเทพ วิเชียร เพชรบูรณ์มีชื่อเรียกว่า “ถนนคชเสนีย์” การตัดถนนเส้นนี้ทำให้มีผู้คนหันมาใช้ถนนมาก การขนส่งส่วนใหญ่จึงไม่ผ่านที่ทำการอำเภอไชยบาดาล ผู้คนจึงใช้บ้าน ลำนารายณ์เป็นจุดศูนย์กลางคมนาคม จึงได้ย้ายที่ทำการอำเภอไชยบาดาลมาตั้งที่บ้านลำนารายณ์ ซึ่งยังคงขึ้นอยู่กับตำบลบัวชุม  ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ลำนารายณ์เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นสถานที่รับส่งสินค้า พืชไร่  ศูนย์การคมนาคม เมื่อมีประชากรเพิ่มมากขึ้นจึงได้แยกออกเป็นตำบลลำนารายณ์  และเปลี่ยนชื่อจาก ไชยบาดาล เป็นชัยบาดาลใน ปี พ.ศ. ๒๕๑๔  จนกระทั่งทุกวันนี้
จากการที่ชื่อของที่ทำการอำเภอ กับชื่ออำเภอไม่ตรงกัน ทำให้ผู้คนจากถิ่นอื่นผ่านมาและสอบถามถึง ชัยบาดาล ก็ต้องถามกันว่าบ้านชัยบาดาล หรืออำเภอชัยบาดาล กว่าจะบอกกันให้เป็นที่เข้าใจก็ต้องอธิบายกันยืดยาวถึงจะเข้าใจ ถ้าเป็นคนจากจังหวัดอื่นแล้วก็เหมาว่าเป็นอำเภอลำนารายณ์ไปเลยก็มี   แต่ปัจจุบันตำบลชัยบาดาลได้อพยพออกจากพื้นที่ตั้งเดิมแล้ว เหตุเพราะระดับน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะขึ้นมาท่วม ผู้คนที่บ้านชัยบาดาลเดิมจึงต้องอพยพแยกย้ายกันไป
สำหรับตำบลบัวชุมนั้นยังคงมีความเป็นเอกลักษณ์ ด้วยภาษาถิ่น  ขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบต่อกันมา ปัจจุบันแบ่งออกเป็น ๙ หมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นเครือญาติกัน  ประกอบอาชีพกสิกรรม พลเมืองส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายอีสาน นับถือศาสนาพุทธ จึงทำให้อยู่ร่วมกันด้วยไมตรี และประเพณีอันดีงามตลอดมา
ตำบลบัวชุมมีเนื้อที่ ๑๒๐.๙๐ ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ   ๒๘,๕๐๑  ไร่
๑.๒ ลักษณะภูมิประเทศ  ตำบลบัวชุมส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่ม  สลับเนินเขา  ใช้ทำพืชไร่ ไร่อ้อย ทำนาข้าวแบบอาศัยน้ำฝน  มีการเลี้ยงสัตว์เป็นบางส่วน มี ๓ ฤดู ได้แก่ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว  มีอาณาเขต  ดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับตำบลนิคมลำนารายณ์
ทิศใต้ ติดต่อกับ ตำบลหัวลำ อำเภอท่าหลวง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับตำบลหนองยายโต๊ะและตำบลซับตะเคียน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับตำบลท่ามะนาวและตำบลหนองผักแว่น อำเภอท่าหลวง
^